“โอ๋ ทีมสุดซอย” พร้อมฝ่ายกฎหมาย ร้อง ดีเอสไอ ตรวจสอบ “บ.ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง” ไม่แจ้งรายงานปริมาณเข้า-ออกน้ำมัน กว่า 20 ครั้ง ช่วงวิกฤตพลังงาน จ่อขยายผลนอมินี
วันนี้ (20 พ.ค.) เวลา 10.45 น. ณ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมาย กรมธุรกิจพลังงาน เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมแก่บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 เนื่องจากพฤติการณ์ ไม่มีการแจ้งปริมาณการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกฯ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง
น.ส.ฐิติภัสร์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลพบว่าบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ไม่ได้มีการรายงานการรับเข้า-การส่งออกน้ำมัน เดือน มี.ค.69 จำนวน 6 ครั้ง และเดือน เม.ย.69 จำนวน 14 ครั้ง ซึ่งการขัดคำสั่งนายกฯ มีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 8 โดยมีโทษจำคุก 10 ปี ต่อความผิด 1 ครั้ง ทั้งหมดรวม 20 ครั้ง โดยวันนี้จึงนำหลักฐานมายื่นเพิ่มเติมให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ
“ทั้งยังพบข้อมูลเพิ่มเติมโดยพลังงานจังหวัดอ่างทอง ได้มีการเรียกตรวจเอกสาร บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ที่มีการซื้อขายน้ำมันกับ บริษัท โกลบอล เวลออยล์ฯ ในฐานะผู้ค้า และไม่ได้มีการออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง แต่กลับเป็นคลังน้ำมันที่ชื่อว่า บริษัท แพนเอเชีย สตอเรจ แอนด์เทอร์มินัล จำกัด เป็นผู้ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงแทน”
น.ส.ฐิติภัสร์ เผยว่า บริษัท แพนเอเชีย สตอเรจฯ ยังมีชื่อกรรมการผู้ถือหุ้นเป็นชุดเดียวกันกับของบริษัท ทริลเลี่ยนออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ และพบความเชื่อมโยงว่าเจ้าของคลังน้ำมัน บริษัท ทริลเลี่ยนออยล์ฯ รวมถึง คลังน้ำมันอีกหลายแห่งอีกด้วย ทั้ง จ.สมุทรปราการ จ.เพชรบุรี จ.เชียงราย จ.พิษณุโลก จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพบว่าทั้งหมดมีลักษณะการประกอบธุรกิจคล้ายกัน
น.ส.ฐิติภัสร์ เผยอีกว่า สำหรับปริมาณน้ำมันที่ไม่ถูกแจ้งลงในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 20 ครั้งของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ปกติแล้วทุกวันในเวลา 18.00 น. ผู้ค้าน้ำมันจะต้องทำตามคำสั่งนายกฯ ว่ามีปริมาณนำเข้าและส่งออกน้ำมันแต่ละวันเป็นอย่างไร แต่ปรากฏว่าบริษัทแห่งนี้ไม่ได้มีการแจ้งรวมทั้งหมด 20 ครั้ง (20 วัน) และด้วยการไม่แจ้งจึงทำให้ไม่รู้ว่ามีปริมาณน้ำมันที่หายไปจำนวนเท่าใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด และส่งให้ดีเอสไอเรียบร้อยแล้ว
น.ส.ฐิติภัสร์ เผยต่อว่า กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง โดยทาง อธิบดีดีเอสไอ มีการใช้คำว่าผู้กระทำการแทน ลักษณะคล้าย “นอมินี” มีการใช้บุคคลภายนอกมาเป็นกรรมการบริษัทแทน คือ นายอุดม (ขอสงวนนามสกุล) เปิดบริษัทมาเพื่อซื้อขายน้ำมัน และชื่อปรากฏเป็นคนขับรถของบริษัท แม็กซ์ ออโต้ ทรานสปอร์ต ที่เป็นบริษัทขนส่งน้ำมันให้กับบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง จึงทำให้เห็นว่ามีการใช้บุคคลในการทำนิติกรรมอำพราง และสืบสวนเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นใดหรือไม่
นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปตรวจสอบบริษัทใน จ.เชียงราย จากการขยายผลของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ทำให้พบว่าบริษัทที่เชียงราย ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ที่เช่าคลังน้ำมัน ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับบริษัท ทริลเลี่ยนออยล์ จำกัด มีพฤติกรรมในเรื่องของการออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ครบถ้วน จำนวน 662 ใบ และยังพบว่ามีการขัดคำสั่งนายกรัฐมนตรีอีก 1 ครั้ง
เมื่อถามว่า นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช CEO กลุ่มบริษัทบางจากฯ ออกชี้แจงว่ากรณี ดีเอสไอ ระบุว่าโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง มีพฤติการณ์กรอกเอกสารการใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานฯ อาจเป็นการจงใจเวียนใช้เอกสารหรือไม่ และยืนยันว่าเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนในการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มรายงานเท่านั้น น.ส.ฐิติภัสร์ เผยว่า ตนต้องเรียนว่าเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกระดาษและต้องให้เช็คลิสต์ ซึ่งกลุ่มบริษัทบางจากฯ จะต้องมาชี้แจงกับทางเจ้าพนักงานในการสอบสวน ส่วนเราในฐานะผู้ถือกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมายที่ได้มีการประกาศบังคับใช้ ตนมองว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่ทางผู้ค้าให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าหากพบการกระทำความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี






