ตร.ไซเบอร์บุกจับ “แนท-ปอง” เจ้าของแบรนด์เนมออนไลน์ชื่อดัง หลอกลงทุนออเดอร์ทิพย์ ยักยอกกระเป๋าและนาฬิกาหรูรวมกว่า 100 รายการ เสียหาย 150 ล้านบาท
วันนี้ (24 มิ.ย.) ที่กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พร้อม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พ.ต.ท.เกริกไกร วีระเชาวภาส รอง ผกก.(สอบสวน) บก.สอท.1 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมสองผัวเมีย “แนท-ปอง” เจ้าของร้านแบรนด์เนมออนไลน์ชื่อดัง หลอกลงทุนออเดอร์ทิพย์ ยักยอกกระเป๋าและนาฬิกาหรูรวมกว่า 100 รายการ ก่อนใช้บัญชีม้า-เครื่องรูดบัตรเครดิตฟอกเงินหนีหาย ยึดของกลางเพียบ มูลค่าความเสียหายรวมทะลุ 150 ล้านบาท
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ร้านนี้มีการเปิดทำการในไอจี มานานกว่า 10 ปี มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เสียหายไว้ใจ แรกๆจะส่งของ และต่อมาคิดทุจริต โดยการโกงลูกค้าในหลายรูปแบบ ซึ่งทาง สอท.1 มีการเปิดคดีอยู่ 3 คดี ผู้กระทำความผิดพยายามหาช่องว่างทางกฎหมาย เช่นจินตนาการไปว่า การที่ส่งของบ้าง ไม่ส่งของบ้าง เป็นความผิดทางแพ่ง
แต่ทางพ.ต.ท.เกริกไกร วีระเชาวภาส รอง ผกก.(สอบสวน) บก.สอท.1 ได้นำสืบนำพยานหลักฐานมาตรวจสอบจนศาลอนุมัติหมายจับในความผิด ร่วมกันฉ้อโกงอันเป็นกิจธุระ รวมถึงฟอกเงิน ใน 3 คดีนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทาง สอท.1 ได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า โดยมีการเปิดคดีแรกที่คุณหมอ ซึ่งเป็นลูกค้านำของแบรนด์เนมไปฝากขายจำนวน 101 ชิ้น ต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ทำการโกง ไม่นำเงินมาให้ผู้เสียหาย โดยอ้างเหตุผลต่างๆนาๆ คดีที่ 2 เป็นการหลอกลงทุนทิพย์ ซึ่งเมื่อทางร้านเริ่มมีความน่าเชื่อถือ มีฐานลูกค้า ทางร้านก็จะเริ่มชวนลงทุนขายของแบรนด์เนมบนแพลทฟอร์มออนไลน์
ส่วนคดีที่ 3 เป็นการฝากซื้อนาฬิกาจำนวน 14 เรือน แต่ไม่ส่งของให้ลูกค้า ซึ่งวานนี้ที่นำกำลังเข้าไปตรวจค้น ลักษณะผู้ต้องหาเหมือนจะรู้ตัว ได้มีการถ่ายโอนทรัพย์สิน ซึ่งตรวจสอบ พบทั้งบ้าน และรถ มีการเช่ามา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
เมื่อสอบถามถึงทรัพย์สินก็อ้างว่า นำไปจำนำ แต่ไม่รู้ไปจำนำที่ไหน ส่วนนี้เราสืบทราบทั้งหมดแล้ว และฝากไปยังร้านที่รับจำนำ ท่านกำลังรับของโจร หากสืบสวนแล้วพบว่ามีส่งนร่วมกับ 2 สามีภรรยาซึ่งเป็นผู้ต้องหาท่านก็จะถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน
พ.ต.ท.เกริกไกร กล่าวว่า จากการสืบสวนในช่วงแรก พบเส้นทางการเงินจากผู้เสียหาย ไปยังกลุ่มผู้ต้องหา แต่ที่น่าสนใจคือ การโอนเงินไปยังที่อื่น ในลักษณะคล้ายกับกลุ่มสแกมเมอร์คือ เงินเข้าเท่าไหร่ก็ออกไปเท่านั้นในระยะเวลาสั้นๆ จึงมีข้อสงสัยว่า อาจจะมีเจตนาที่จะโยกย้ายถ่ายเททรัพย์
พอมีการขยายผลต่อไป พบว่ามีการนำเงินที่ได้จากการกระทำผิด ไปหมุนเวียนจ่ายหนี้ มีการถอนเงินสด แล้วนำเงินสดไปใส่อีกบัญชี จากการรวมรวมพยานหละกฐาน และสอบปากคำผู้เสียหายในหลายๆราย จึงเชื่อว่าเป็นการฉ้อโกง จึงเสนอศาลออกหมายจับ และจับกุมได้ในที่สุด
น.ส.ปัทม์ บุญเดช ไฮโซ และเซเลบริตี้ชื่อดัง วงการนักสะสมกระเป๋า และสินค้าแบรนด์เนมหรู ผู้เสียหาย กล่าวว่า ในเคสของตนเอง กลุ่มผู้เสียหายเข้ามาตีสนิท และมาขอยืมเงิน แต่ไม่เคยคืน ซึ่งลักษณะเป็นแบบเดียวกับสแกมเมอร์ มาบอกกับเราว่า ถ้าอยากได้เงินก้อนใหญ่คืน ต้องช่วยหาเงินและเอาเติมเงินในระบบ สุดท้ายก็ไม่ได้คืน
บางครั้งถึงขั้นเคยพาไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อที่จะซื้อของ เพราะได้รับออเดอร์จากลูกค้า พอไปถึงกลับมายืมเงินตนเองซื้อของ ซึ่งของเก่าก็ยังไม่คืน โดยบอกว่าถ้าอยากได้เงินของเก่าคืน ก็ต้องให้ยืม เพื่อจะได้มีเงินมาคืน โดยอ้างชื่อดารา-พิธีกรชื่อดัง รวมถึงชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี (อุ๊งอิ๊ง) ฝากซื้อมา
ด้วยที่ตนอยากให้เขามีรายได้ และมีเงินมาคืน จึงยอมให้ยืม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คืนแม้แต่บาทเดียว แต่ที่หนักสุดคือ ขโมยทรัพย์สินจากออฟฟิตที่เปิดไว้ที่ฮ่องกงจำนวน 14 รายการ นำกลับมาจำนำในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดเริ่มจากการฝากขายแบรนด์เนม ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ส่วนตัวเสียหายประมาณ 9 ล้านบาท





