คณะกก.สอบข้อเท็จจริงฯเหตุเครนหล่น “สีคิ้ว – พระราม 2” เร่งรัดสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย “หน่วยงาน-ผู้รับจ้าง-ผู้ควบคุมงาน” ควบคู่ การพิสูจน์พยานหลักฐาน รายงานคืบหน้า 25 ก.พ.นี้ ย้ำรอบคอบ โปร่งใส ไม่ล่าช้า ยึดกรอบเวลา 45 วัน สรุปผลตามข้อเท็จจริง – หลักวิชาการ สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนอย่างแท้จริง
วันที่ 18 ก.พ. 2569 นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุคานปูน (Segment) และเครน (Launching Gantry Crane) โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 พังถล่ม ที่ 5/2569 ที่กระทรวงคมนาคม
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสองกรณี ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด โดยกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านวิศวกรรมเพื่อตรวจสอบเชิงลึก การลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้น กำหนดกรอบการดำเนินงาน รวบรวมเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานสถาบันการศึกษาเป็นหน่วยงานกลางในการตรวจสอบและวิเคราะห์ทางวิศวกรรม ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทดสอบวัสดุและโครงสร้างเพิ่มเติม วิเคราะห์ข้อมูลทางเทคนิค สอบถามผู้เกี่ยวข้อง และจัดทำแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์
ส่วน กรณีเครนโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 คณะอนุกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพยานหลักฐาน รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร เพื่อขอรับมอบและเคลื่อนย้ายวัตถุพยานไปทดสอบเพิ่มเติม ขณะนี้ได้กำหนดแผนการทดสอบวัสดุและโครงสร้าง ทั้งการตรวจสอบพินิจ การทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing: NDT) การจำลองพฤติกรรมโครงสร้างด้วยวิธีการทางวิศวกรรมขั้นสูง และวางแผนการทดสอบภายใต้สภาพการรับน้ำหนัก เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
นายจิระพงศ์กล่าวว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น จะต้องดำเนินการอย่างครอบคลุม เพื่อความรอบคอบ โปร่งใส ดังนั้นจะต้องมีกการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องและมีกระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐาน วันนี้ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ จึงมอบหมายให้เร่งดำเนินการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักๆ ผู้เกี่ยวข้องมี 3 ฝ่าย 1. เจ้าของโครงการ คือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ,กรมทางหลวง (ทล.) 2. ผู้ควบคุมงาน คือ บริษัทที่ปรึกษาควบคุมการกอสร้าง ,นายช่างของกรมทางหลวง 3. ผู้รับจ้าง ซึ่งทั้ง 2 กรณี เป็น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) รายเดียวกัน
นอกจากนี้ อัยการสูงสุด มีการตั้งประเด็น 3-4 ข้อ ในการสอบสวนด้วย โดยให้คณะอนุกรรมการสอบสวนฯ รายงานความคืบหน้า ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ อีกครั้งในวันที่ 25 ก.พ. 2569 โดยยังคงยึดกรอบระยะเวลา 45 วันตามที่กำหนด ที่จะสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเน้นย้ำว่าการสรุปผลต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักวิชาการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้มีการกำหนดมาตรการเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติม โดยให้ควบคุมมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างเข้มงวด กำหนดให้หยุดงานทันทีเมื่อพบความเสี่ยงหรืออุบัติเหตุ และทบทวนเกณฑ์ด้านความปลอดภัยในการคัดเลือกและประเมินผู้รับจ้าง เพื่อยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัยของโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในระยะยาว






