ตำรวจ ปอท.ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลอกลงทุน “TikTokshop ปลอม” เหยื่อหลงเชื่อ 88 ราย เสียหายกว่า 25 ล้าน ยึดทรัพย์ 114 ล้าน พบโยงขบวนการพาจีนเทาข้ามประเทศ
วันนี้ (10 ก.พ.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.เมื่อเวลา 14.30 น. พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท. พ.ต.ท.เอกพล แสงอรุณ และ พ.ต.ท.ธีรภพ พันธุชาติ รอง ผกก.1 บก.ปอท. แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายหลิว อายุ 49 ปี สัญชาติจีน, นายวีรเทพ อายุ 51 ปี, น.ส.สุภาณี อายุ 55 ปี และนางธัญญารัตน์ อายุ 49 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน”
พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการกำลังของชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานกองปราบ, บก.ปอศ., บก.สส.ภ.6, กก.สส. บก.ตม., สำนักงาน ป.ป.ง. รวมถึงหน่วยงานต่างประเทศ ได้แก่ HSI และ USSS รวมกว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 9 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แกกรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, พิษณุโลก, กำแพงเพชร และตาก ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากระบบ Big Data พบรูปแบบที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก คือการหลอกให้ลงทุนหรือขายสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันปลอม ที่แอบอ้างชื่อแพลตฟอร์ม “TikTokshop”
พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้าย จะใช้ชื่อและรูปโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือ ติดต่อพูดคุยกับผู้เสียหายจนเกิดความสนิทสนม ก่อนชักชวนให้ขายสินค้าออนไลน์ อ้างว่าเป็นการขายผ่าน “TikTokshop” ไม่ต้องสต็อกสินค้าและไม่ต้องจัดส่งเอง สามารถสร้างรายได้ง่าย จากนั้นจะส่งลิงก์ให้ติดตั้งแอปพลิเคชันชื่อ “Tkshop” ซึ่งเป็นแอปปลอม ไม่ได้ดาวน์โหลดจาก App Store หรือ Play Store แต่ถูกออกแบบให้มีชื่อ หน้าตา และระบบการทำงานคล้ายของจริง ส่วนภายในแอปฯ จะแสดงยอดขายและกำไรปลอม ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ก่อนถูกหลอกให้โอนเงินในลักษณะเงินลงทุนค่าสินค้า หรือค่าดำเนินการต่าง ๆ เข้าบัญชีธนาคารหลายบัญชีในเครือข่ายของกลุ่มคนร้าย เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินกลับไม่สามารถทำได้ โดยคนร้ายจะอ้างว่าทำผิดกฎ ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อกระบบ
พ.ต.อ.ภานุภัท กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลระบบแจ้งความออนไลน์ พบผู้เสียหายถูกหลอกในลักษณะดังกล่าว 88 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 25 ล้านบาท และยังพบกลุ่มบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องถูกแจ้งความแล้ว 67 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. จึงได้เร่งรัดสืบสวนจนสามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่เชื่อมโยงกับขบวนการดังกล่าว และขอศาลออกหมายจับ ก่อนนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาในกลุ่มรับผลประโยชน์และฟอกเงินได้ทั้ง 4 รายดังกล่าว
พ.ต.อ.ภานุภัท กล่าวต่อว่า จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดทรัพย์สินส่งมอบให้ ป.ป.ง. ประกอบด้วย เงินสดประมาณ 4 ล้านบาท, รถยนต์ 13 คัน มูลค่าประมาณ 22 ล้านบาท, รถแทรกเตอร์ 31 คัน มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท, รถขุด 1 คัน มูลค่า 1 ล้านบาท, บ้านหรู 1 หลัง มูลค่าประมาณ 31 ล้านบาท, ทองคำแท่ง 40 บาท มูลค่า 3.2 ล้านบาท, สินค้าแบรนด์เนมและเครื่องประดับหลายรายการ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท, โฉนดที่ดิน 28 แปลง มูลค่าประมาณ 22 ล้านบาท และอายัดเงินในบัญชีธนาคารอีกประมาณ 1 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 114 ล้านบาท
พ.ต.อ.ภานุภัท กล่าวอีกว่า จากการขยายผลการจับกุมยังพบว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการรับ-ส่งและขนย้ายบุคคลเข้าออกประเทศ รวมถึงการลำเลียงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ โดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถเช่าเป็นพาหนะ เคลื่อนย้ายจากพื้นที่ภายในประเทศไปยังแนวชายแดน จัดหาที่พัก อาหาร และควบคุมการเคลื่อนไหว ก่อนส่งต่อให้เครือข่ายอีกกลุ่มลักลอบข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นการสนับสนุนหลักให้ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย เบื้องต้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป






