อิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน — ปากีสถานกำลังกลับเข้าสู่ความวุ่นวายทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ผลักดัน “ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขครั้งที่ 27” ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นความพยายามบ่อนทำลายประชาธิปไตย ลดอำนาจตุลาการ และเพิ่มอำนาจกองทัพเหนือรัฐบาลพลเรือน
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเป้าหมาย “ยกเลิกตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม” และตั้งตำแหน่งใหม่คือ “ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันประเทศ” ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจทางทหารไว้ภายใต้โครงสร้างบังคับบัญชาที่ทรงอำนาจยิ่งขึ้น
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลยังมีแผนลดบทบาท “ศาลสูงสุด” ตั้งศาลรัฐธรรมนูญกลางขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจเหนือศาลสูงสุด และมอบเอกสิทธิ์คุ้มกันตลอดชีวิตแก่ประธานาธิบดีจากการถูกดำเนินคดีทางอาญา เท่ากับทำให้บุคคลสำคัญของประเทศไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
ร่างแก้ไขดังกล่าว ซึ่งถูกเสนอในวุฒิสภาเมื่อวันเสาร์โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมาย อาซัม นาซีร์ ตาราร์ ได้ก่อให้เกิดเสียงคัดค้านทันทีจากฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ที่ต่างเตือนว่านี่เป็น “การโจมตีประชาธิปไตยของปากีสถานอย่างอันตราย”
“นี่ไม่ใช่การปฏิรูป แต่มันคือรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ” อัลลามา ราจา นาสิร อับบาส หัวหน้าพรรค MWM หนึ่งในพันธมิตรฝ่ายค้าน TTAP กล่าว “สถาบันประชาธิปไตยของเราถูกทำให้เป็นอัมพาต และประชาชาติจะต้องลุกขึ้นต่อต้านก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
กลุ่ม TTAP ซึ่งรวมถึงพรรค PTI ของอดีตนายกฯ อิมราน ข่าน ที่ถูกจำคุก รวมทั้งพรรคชาตินิยมจากแคว้นบาโลชิสถานและไคเบอร์ปัคตูนควา ได้ประกาศการประท้วงทั่วประเทศตั้งแต่วันอาทิตย์ โดยกล่าวหารัฐบาลชารีฟว่ากำลังทำลายกลไกถ่วงดุลอำนาจเพื่อสถาปนาระบอบกดขี่
ขณะนี้ ประธานวุฒิสภา ยูซุฟ ราซา กิลานี ได้นำร่างแก้ไขเข้าสู่คณะกรรมาธิการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะสามารถรวบรวมเสียงสองในสามได้ตามที่กำหนด หลังผ่านวุฒิสภาแล้ว ร่างจะถูกส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตซูเปอร์มาเจอริตี้อีกครั้ง ก่อนเสนอให้ประธานาธิบดีลงนาม
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากร่างนี้ผ่าน จะยิ่งทำให้เส้นแบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับกองทัพพร่าเลือนยิ่งขึ้น เสริมความเป็นจริงที่ปากีสถานตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกองทัพมายาวนาน ส่วนความพยายามลดอำนาจศาลสูงสุด ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าตุลาการจะถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์
สำหรับชาวปากีสถานจำนวนมาก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นอีกตอนหนึ่งของเส้นทางอันตกต่ำสู่ระบอบอำนาจนิยม ที่ประชาธิปไตยกลายเป็นเพียงภาพลวงตา และอำนาจยังคงอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม






