โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีออกแถลงการณ์ขออภัยผู้ป่วยสาววัย 35 ปี กรณีลืมผ้าก๊อซไว้ในช่องคลอดหลังผ่าตัดตัดชิ้นเนื้อปากมดลูก ยอมรับแพทย์เวรนำออกไม่ครบและระบบสื่อสารมีปัญหา พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรับปากปรับปรุงการทำงานเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ
จากกรณีที่หญิงสาววัย 35 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์
เข้ารับการผ่าตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ด้วยเหตุสงสัยชิ้นเนื้อผิดปกติ สูติแพทย์ได้ทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อโดยใช้ห่วงไฟฟ้า เนื่องจากปากมดลูกมีขนาดใหญ่ โดยหลังแพทย์ตัดชิ้นเนื้อ ได้ใช้ผ้าก๊อซกดห้ามเลือดและใส่ไว้ภายในช่องคลอด
หลังจากกลับบ้าน ผู้ป่วยพบว่ามีเลือดออกผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น จนกระทั่งวันที่ 23 สิงหาคม โรงพยาบาลได้ติดต่อโทรศัพท์มาแจ้งว่า “ลืมผ้าก๊อซไว้ในช่องคลอด” และนัดให้เธอมาเอาออก
เมื่อผู้ป่วยเดินทางไปตามนัดที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าพยาบาลแจ้งว่าแพทย์ผู้รักษาติดภารกิจผ่าตัดเคสฉุกเฉิน นาน 3-4 ชั่วโมง ทำให้ยังไม่สามารถเอาออกให้ได้ในตอนนั้น และต้องให้เธอกลับมาใหม่ในวันถัดไป สร้างความกังวลใจและกระทบกระเทือนจิตใจแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก จึงได้ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อ
วันที่ 1 กันยายน ทางโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ออกประกาศ คำชี้แจงข้อเท็จจริงและขออภัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยระบุว่า
คำชี้แจงข้อเท็จจริงและขออภัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ตามที่มีการเสนอข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์และเผยแพร่ต่อในวงกว้าง เรื่องที่คนไข้ได้รับการผ่าตัดและมีผ้าก๊อซค้างอยู่ในช่องคลอด โดยที่ รพ.ไม่ได้ขออภัย รพ.จึงขอโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงและขออภัยต่อผู้ป่วยดังนี้
ผู้ป่วยมารับบริการตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกด้วยเหตุสงสัยชิ้นเนื้อผิดปกติ สูติแพทย์ได้การทำผ่าตัดชิ้นเนื้อโดยใช้ห่วงไฟฟ้า (LEEP) ในวันที่ 20 ส.ค. 2569 เนื่องจากปากมดลูกมีขนาดใหญ่ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจึงได้แพ็คผ้าก๊อซไว้ 2 ชิ้น ได้แก่ แคมปอน (tampon) 1 ชิ้น และ วาสลีนก๊อซ (Vaseline gauze) 1 ชิ้น ตามมาตรฐานหลังผ่าตัด 48 ชั่วโมง รพ.ต้องนำเอาผ้าก๊อซออก ซึ่งสูติแพทย์เวร ท่านที่สองได้นำออกเพียงชิ้นเดียวและให้ผู้ป่วยกลับบ้าน
ในวันเสาร์ ที่ 22 ส.ค. 2569 หลังจากนั้นแพทย์ได้มาทบทวน ซึ่งพบว่ามีผ้าก๊อซค้างอยู่อีก 1 ชิ้น จึงได้โทรศัพท์ตามผู้ป่วยให้มาเอาผ้าก๊อซออกในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 แต่ผู้ป่วยมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง ไม่สะดวกเดินทางมาในวันนั้น ผู้ป่วยจึงตกลงขอมาเอาผ้าก๊อซออกในวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569
ในวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ผู้ป่วยมาถึง รพ. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สูติแพทย์และทีมแพทย์เวรอีกหลายคน ต้องทำการผ่าตัดช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะ Amniotic embolism ในห้องผ่าตัด ไม่สามารถแบ่งกำลังได้จึงแจ้งผู้ป่วยให้รอ 3-4 ชั่วโมง ผู้ป่วยจึงตกลงขอมาเอาผ้าก๊อซออกในวันจันทร์ 24 ส.ค. 2569 แพทย์จึงนัดให้มารพ.ในจันทร์ 24 ส.ค. 2569 โดยแจ้งว่าจะตรวจให้เป็นคิวแรก
เมื่อผู้ป่วยมาถึง รพ. แต่ขณะนั้นแพทย์ต้องดูแลผู้ป่วยในก่อน และ ออกตรวจเวลา 9.00 น. รพ.ได้ประกาศหาแต่ไม่พบผู้ป่วย ซึ่งทราบในภายหลังทราบว่าผู้ป่วยได้ไปรพ.ใกล้เคียงเพื่อนำผ้าก๊อซออก ซึ่งเมื่อนำผ้าก๊อซออกพบว่ายังมีเลือดซึมออกไม่หยุด จึงส่งตัวกลับมารักษา รพ.มทส ได้รับผู้ป่วยไว้นอน และให้การรักษาโดยการแพ็คแทมปอนอีกครั้ง (Repack tampon with adrenaline) พอครบ 48 ชั่วโมง
ในวันที่ 26 ส.ค. 2569 ได้นำผ้าก๊อซออก ซึ่งในการรักษาในครั้งที่ 2 เป็นการรักษาโดยแพทย์อีกทีม ได้ทำการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย ซึ่งแพทย์ที่ทำการผ่าตัดไว้ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยเนื่องจากหมุนเวียนไปทำหน้าที่อื่น และในการรักษานี้ไม่ได้เก็บค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยเพิ่มเติม
โรงพยาบาลจึงเรียนมาเพื่อให้ผู้ป่วยและสังคมทราบข้อเท็จจริง ที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางหลายรอบทั้งในวันหยุดและวันราชการ ที่สำคัญคือไม่ได้รับคำที่ดีพอก่อนออกจาก รพ. ซึ่งแต่ละรอบไม่ได้รับ การสร้างความเข้าใจที่ดีพอ
ทางโรงพยาบาล และ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดครั้งแรกรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลจะทบทวนเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกได้ในอนาคต และนำมาเป็นบทเรียนให้กับบุคลากรทั้งหมดของ รพ. ได้ตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสื่อสารในผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนมิได้คาดหมายโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี






