รมว.ยุติธรรม ร่วม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ-ป.ป.ส. บูรณาการกำลัง ล่าตัว “หนูเฉิน” เอเย่นต์ยาเสพติดระดับสั่งการ มีหมายจับติดตัวกว่า 60 หมาย หลังหนีกบดานประเทศเกาหลี
วันนี้ (7 เม.ย.) เวลา 16.00 น. ณ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยธ.) แถลงผลการปฏิบัติการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดระดับสั่งการที่หลบหนีการจับกุมไปกบดาน ที่สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. , พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญระดับสั่งการที่มีความเคลื่อนไหวในระดับสากล
โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ส. และ สาธารณรัฐเกาหลี จับกุมพร้อมพิสูจน์อัตลักษณ์ยืนยันตัวบุคคล อย่างละเอียดจนเป็นที่ประจักษ์พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากประเทศไทยควบคุมตัว นายฐปนันท์ หรือ “หนูเฉิน” ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อนำกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลการสืบสวนเพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
จากการสืบสวนทราบว่า นายฐปนันทน์ หรือนายอธิฐาน หรือ “หนูเฉิน” อายุ 43 ปี เป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เป็น ที่ต้องการตัวมากที่สุด (Most Wanted) ของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และเคยมีชื่อในบัญชีประกาศสืบจับที่มีเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท โดยนายฐปนันทน์ หรือ “หนูเฉิน” เริ่มเข้าสู่วงจรยาเสพติดจากการเป็นผู้เสพและขยับขึ้นมาเป็นผู้ค้ารายย่อยในย่านศรีนครินทร์ ช่วงปี พ.ศ. 2543 – 2545 จนกระทั่งพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยาเสพติด และทำหน้าที่เป็นตัวการหลักในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย
พฤติการณ์ที่สำคัญของผู้ต้องหารายนี้ มีความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติดรายใหญ่หลายคดี อาทิ ปี พ.ศ. 2552 ถูกจับกุมพร้อมยาบ้าจำนวน 26,000 เม็ด ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ก่อนจะหลบหนีระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน , ปี พ.ศ. 2555 เกี่ยวข้องกับการจับกุมเครือข่ายนายนิพนธ์ ร่วมกับ อดีตทหารสังกัดกองพันทหารช่าง พร้อมยาบ้ากว่า 3.8 ล้านเม็ด และไอซ์ 71 กิโลกรัม ซุกบ้านหรู่ในย่าน อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยสืบสวนพบว่า นายฐปนันทน์ หรือ “หนูเฉิน” เป็นผู้รับคำสั่งจากนักโทษชายในเรือนจำ ซึ่งหลานชายแท้ๆ ขุนส่า อดีตราชายาเสพติดชื่อดัง เพื่อดำเนินการกระจายยาเสพติด จากการสืบสวนพบว่านายฐปนันทน์ หรือ “หนูเฉิน” เป็นผู้สั่งการในคดี
ปี พ.ศ. 2555 เกี่ยวข้องกับการจับกุมคดีนายอาทิตย์ พร้อมของกลาง ยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด ไอซ์ 36 กิโลกรัม ได้ที่แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ , ปี พ.ศ. 2560 เกี่ยวข้องกับคดีจับกุมยาบ้ากว่า 10.3 ล้านเม็ด ในย่าน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และคดีจับกุมยาบ้า 10.5 ล้านเม็ด ไอซ์ 12 กิโลกรัม ในพื้นที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ , ปี พ.ศ. 2562 เกี่ยวข้องกับการลำเลียงไอซ์น้ำหนัก 1.5 ตัน ซึ่งถูกซุกซ่อนในช่องลับของรถบรรทุกพ่วงที่ด่านตรวจในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 นายฐปนันทน์หรือ “หนูเฉิน” พรางตัวสุดแนบเนียนที่เคยหลอกคนทั้งโลกว่า “ตายไปแล้ว” จากข่าวว่าถูกฆาตกรรม โยนศพทิ้งริมแม่น้ำเมย ในเขตเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว แต่จากการสืบสวนทางลับพบว่าผู้ต้องหายังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้สืบสวนติดตามความเคลื่อนไหว นายฐปนันทน์ หรือหนูเฉิน มาโดยตลอด จนสืบทราบว่า ได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จึงได้ประสานความร่วมมือไปยัง นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. (อดีตผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด) เพื่อประสานความร่วมมือต่อไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ โดยเป็นหมายจับของกองบังคับการตำรวจปราบปราม ยาเสพติด 3 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ มีหมายจับมากกว่า 60 หมายจับ
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จสำคัญของ การบูรณาการความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าขยายผล ยึดทรัพย์ และทำลายโครงข่ายให้สิ้นซาก
ด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยว่า ในนามสำนักงาน ป.ป.ส. ขอขอบคุณหน่วยงานทุกหน่วยที่ได้ร่วมมือกันในเคสนี้ และนี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นแต่เป็นการทำงานที่พวกเราข้าราชการที่รับผิดชอบทั้งในประเทศและต่างประเทศทำงานร่วมกันให้เกิดผลสำเร็จในวันนี้
ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ระบุว่า ผู้ต้องหารายนี้พยายามหลบหนี อำพรางตัว และถึงขั้นจัดฉากว่าตัวเองเสียชีวิตเพื่อหนีกฎหมาย แต่สุดท้ายก็ไม่รอดจากการติดตามของเจ้าหน้าที่ไทยและความร่วมมือระหว่างประเทศ นี่คือชัยชนะของการบังคับใช้กฎหมาย และเป็นคำเตือนถึงนักค้ายาทุกคนว่า “ต่อให้หนีไปไกลสุดขอบโลก สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกฎหมาย” ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำพลังของความร่วมมือไร้พรมแดน ไม่ว่าอาชญากรจะวางแผนซับซ้อนเพียงใด หรือพยายามอำพรางตัวแยบยลแค่ไหน โลกนี้ไม่มีที่ให้ คนผิดกบดาน
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และเป็นระบบ โดยมอบหมายให้ บช.ปส. และหน่วยร่วมปฏิบัติเร่งรัดสืบสวนขยายผลเครือข่ายรายใหญ่ โดยเฉพาะขบวนการลำเลียงจากแนวชายแดนสู่พื้นที่ตอนใน และเครือข่ายส่งออกไปต่างประเทศ พร้อมประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานในกลไก ศอ.ปส.ตร. อย่างใกล้ชิด และย้ำว่าการแถลงผลครั้งนี้สะท้อนการเดินหน้า “กดดันทุกมิติ” ทั้งสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้นการลักลอบลำเลียง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยรักษามาตรฐาน การทำงานอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และยึดกฎหมายเป็นหลัก






