การที่กษัตริย์มาเลเซียพระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไขให้ นาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี รับโทษจำคุกที่เหลืออยู่ด้วยการกักบริเวณในบ้านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กำลังจุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่เกี่ยวกับคดีฉ้อโกงกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ 1MDB มูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการอภัยโทษกล่าวว่า นาจิบ สมควรอยู่ในคุกต่อไป ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนได้รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนอดีตนายกฯ และเริ่มระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือเขาในการจ่ายค่าปรับที่เป็นเงื่อนไขสำหรับการย้ายออกจากเรือนจำไปกักบริเวณในบ้าน
นาจิบ วัย 73 ปี ถูกคัดสินจำคุกในปี 2022 ฐานพัวพันการยักยอกเงินกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งก็คือบริษัท 1 Malaysia Development Berhad (1MDB) ที่ปัจจุบันถูกยุบไปแล้ว
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ก.ย.) สมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน อิบราฮิม ทรงอนุมัติคำขอของ นาจิบ ที่ต้องการรับโทษจำคุกที่เหลืออีก 6 ปีภายใต้การกักบริเวณในบ้าน โดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องจ่ายค่าปรับ 50 ล้านริงกิต (ราว 407 ล้านบาท)
นอกจากนี้ นาจิบ ยังยื่นอุทธรณ์โทษจำคุก 15 ปีในคดีที่เกี่ยวข้องกับ 1MDB อีกคดีหนึ่งด้วย
อัยการระบุว่า เงินประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกยักยอกออกไปจาก 1MDB ในช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนครั้งใหญ่ตั้งแต่มาเลเซียไปจนถึงสหรัฐอเมริกา
เรื่องอื้อฉาวนี้มีส่วนทำให้พรรคองค์การมลายูรวมแห่งชาติ (United Malays National Organisation – UMNO) ล่มสลาย สิ้นสุดการครองอำนาจยาวนาน 6 ทศวรรษของพรรคในปี 2018
อย่างไรก็ตาม นาจิบ ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ฐานเสียงและผู้สนับสนุนระดับรากหญ้าของ UMNO
“ผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด และยังมีคดีรอการพิจารณาอีกหลายคดี จะได้รับอนุญาตให้กักบริเวณในบ้านได้อย่างไร” เจมส์ โจว นักธุรกิจวัย 49 ปี กล่าว
“มันเป็นการเสียเวลาและเงินโดยเปล่าประโยชน์ และเป็นการเยาะเย้ยกฎหมายด้วย” เขากล่าวกับเอเอฟพี
ชยาม ปริอาห์ วัย 52 ปี ประธานบริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กล่าวว่า เธอเคารพ “พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” แต่เธอตั้งคำถามถึงความพยายามในการระดมทุนเพื่อจ่ายค่าปรับให้กับ นาจิบ
“การที่ชาวมาเลเซียทั่วไปถูกระดมให้ร่วมบริจาค 10 ริงกิต เพื่อจ่ายค่าปรับ 50 ล้านริงกิตให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ฉันตั้งคำถามใหญ่เกี่ยวกับลำดับความสำคัญของสังคมเรา” เธอให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
“ 10 ริงกิตอาจเป็นค่าอาหารได้หนึ่งมื้อสำหรับคนที่กำลังลำบาก” เธอกล่าวเสริม
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้สนับสนุน นาจิบ ต่างยินดีกับการตัดสินใจของกษัตริย์
“พวกเราที่รักท่าน นาจิบ ต่างรอคอยเวลาที่เขาจะได้รับการกักบริเวณในบ้าน” ราเดีย ราชิด วัย 68 ปี กล่าวกับเอเอฟพี
“พวกเราคิดถึง นาจิบ ราซัก แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการปล่อยตัว แต่อย่างน้อยเขาก็จะได้อยู่บ้านกับครอบครัว กับหลานๆ และลูกๆ ของเขา” ซูซาลินา อานูรา วัย 43 ปี ผู้สนับสนุนกล่าว
สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ยอดบริจาคทะลุ 1 ล้านริงกิตภายในวันจันทร์ (21) หลังจากที่มีการเปิดรณรงค์ แต่ก็มีผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์บางส่วนตอบโต้ด้วยการบริจาคเพียง 0.01 ริงกิต เพื่อเป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์
เหตุการณ์นี้ยังเน้นให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของพรรค UMNO ในการรักษาสมดุลระหว่างความภักดีต่ออดีตผู้นำกับความพยายามที่จะก้าวข้ามเรื่องอื้อฉาวนี้ ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นภายในเดือนก ก.พ. ปี 2028
บริดเจ็ต เวลช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมาเลเซียจาก University of Nottingham Malaysia กล่าวว่า การระดมทุนของพรรค UMNO ทำให้พรรคตกอยู่ใน “สถานการณ์ที่ยากลำบาก”
ในด้านหนึ่งพรรคต้องแสดงการสนับสนุน นาจิบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สนับสนุนดั้งเดิม ในอีกด้านหนึ่ง พรรคก็ต้องพยายามดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติที่รุนแรงต่อการทุจริตมากกว่า
“การกักบริเวณในบ้านช่วยเสริมสร้างความสามัคคีภายในพรรค แต่ก็ส่งผลเสียต่อการเข้าถึงกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะมันสะท้อนถึงภาระผูกพันในอดีตที่พรรคยังคงแบกรับอยู่” เธอบอกกับเอเอฟพี
เธออธิบายเพิ่มเติมว่า การระดมทุนจากกลุ่มผู้สนับสนุนดั้งเดิมบางส่วน “ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเชื่อกันว่าบัญชีของ นาจิบ ถูกอายัดไว้”
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า การรณรงค์หาเสียงครั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ๆ และผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองสายกลาง หันเหความสนใจไปจากพรรค UMNO
“สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่และผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองสายกลาง นี่เป็นการกระทำที่ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกแยก เพราะมองว่าพรรคนี้ไม่เต็มใจที่จะยอมรับความผิดพลาด” เธอกล่าว
ที่มา: เอเอฟพี






