ศบก.เผยช่วยคนไทยในตะวันออกกลางกลับมาแล้ว 381 คน เตือนอย่าเชื่อมิจฉาชีพหลอกโอนเงินค่าธรรมเนียมค่าตั๋ว แนะติดต่อสถานทูต-กงสุลโดยตรง ด้าน ”สันติ“ กาง 6 มาตรการ สคบ. คุ้มครองผู้บริโภคป้องฉวยเหตุสู้รบตะวันออกกลางเอาเปรียบผู้บริโภค
วันนี้ ( 12 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวถึงมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคภายใต้สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย
โดยมี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
นายสันติ กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการเมือง การดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน จากความผันผวนต่อราคาสินค้าและบริการ พลังงาน ค่าขนส่งต้นทุนการขนส่ง ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจปรับขึ้นราคาสินค้า ชะลอการส่งมอบสินค้าหรือปฏิเสธการขาย อาจกระทบผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้ ศคบ.จึงกำหนด 6 มาตรการ และแผนบูรณาการหน่วยงาน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายกเมืองพัทยา และผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง รับไปปฎิบัติ เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ลดผลกระทบกับคนในประเทศและผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ดำเนินการตาม 6 มาตรการ ให้ไปในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สายด่วน สคบ. 1166 จะเพิ่มคู่สายรับเรื่องร้องเรียน และให้ สคบ.ทุกจังหวัดเพิ่มคู่สาย เพื่อรับเรื่องตามความเข้มข้นของปัญหา คู่ขนานไปกับส่วนกลาง ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันร่วมกับกรมการค้าภายใน ในการลงพื้นที่ตรวจเข้มผู้ประกอบการร้านค้า ป้องกันกักตุนและขายราคาแพง กำชับให้ติดฉลากสินค้า ไม่ให้คิดราคาสาธารณูปโภคที่สูงเกินจริง และเกินโฆษณาเกินจริง ตรวจสอบการติดฉลากราคาทองคำ
รวมถึงให้ส่วนกลางและภูมิภาค ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้สิทธิ ด้านราคาให้ตรงมาตรฐานสินค้าและบริการ ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ประชาชน สามารถชำระเงินได้หลายช่องทาง รวมถึงเงินสด สคบ.สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์จากแพลตฟอร์ม ที่จดทะเบียนกับ สคบ. เพื่อความสะดวกในการแก้ปัญหา ทางรัฐบาลของความร่วมมือหน่วยงานทุกหน่วยและประชาชน ให้ร่วมกันดูแลตักเตือนกัน อย่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
ด้านนายปาณิดล กล่าวว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยรวมยังรุนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเทศอิหร่าน อิรัก อิสราเอล และเลบานอน ที่ถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา และยังมีสัญญาณจากหลายประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง ทั้งยูเออี และกาตาร์ ที่มีแนวโน้มความรุนแรงลดลง ส่งผลให้มีเที่ยวบินพิเศษและเที่ยวบินพาณิชย์ บินออกจากประเทศในภูมิภาคมากขึ้น
ขณะที่การอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ เสี่ยง ที่เป็นภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศก็มีความคืบหน้าต่อเนื่อง และยังไม่มีรายงานคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงสูงในตะวันออกกลาง และขอให้เดินทางกลับออกจากพื้นที่ โดยลงทะเบียนแจ้งข้อมูลสถานที่อยู่ให้สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ ที่สามารถติดต่อได้ติดต่อ
นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ชุดแรก เดินทางกลับถึงไทยครบแล้ว ชุดที่สอง 68 คน ได้เดินทางถึงศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวที่เมืองวาน ประเทศตุรกีแล้ว โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยจะเดินทางกลับถึงไทยในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ ( 12 มี.ค.) และช่วงเช้า 13 มี.ค.
ส่วนที่ประเทศอิรัก มีคนไทย 14 คนประสงค์จะเดินทางออก มาอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวเมืองวาน ประเทศตุรกี และจะประสานกลับไทยต่อไป
คนไทยที่ยูเออี มีสายการบินเอทิฮัด ประกาศเปิดเที่ยวบินมากรุงเทพฯ และภูเก็ต เส้นทางละ 1 เที่ยวบินต่อวัน จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2569 และมีแผนกลับมาเปิดเที่ยวบินเส้นทางเชียงใหม่และกระบี่ หากสถานการณ์เอื้ออำนวย
ด้านกาตาร์ สถานเอกอัครราชทูตณกรุงโดฮา ยืนยันให้คนไทยที่ตกค้าง 24 คน เดินทางโดยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์เที่ยวบินโดฮา-กรุงเทพฯ และจะถึงกรุงเทพในคืนนี้ ( 11 มี.ค.) โดยคนไทยในการ์ตาที่จะกลับไทย สามารถสำรองตั๋วเครื่องบินโดยตรง
สำหรับประเทศอื่นๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ จะอำนวยความสะดวกดูแลและให้คำแนะนำ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นในการใช้ชีวิตยังชีพ และในพื้นที่ที่ทำการบินได้ และจะประสานการขออนุญาตผ่านประเทศที่เปิดน่านฟ้า ให้คนไทยเดินทางไปประเทศข้างเคียงก่อนเดินทางกลับไทย
นายปาณิดล กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือแล้ว 381 คน พร้อมกับขอเตือนว่าขณะนี้มีมิจฉาชีพแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต หลอกให้โอนเงินเพื่อเป็นค่าตั๋วและค่าดำเนินการเดินทางกลับประเทศไทย ขอยืนยันว่าสถานทูต ไม่มีนโยบายให้โอนเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเดินทางกลับประเทศไทย และแนะนำให้ประชาชนติดต่อสถานทูตและกงสุลใหญ่ ที่ดูแลประเทศนั้นๆ ผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามกระทรวงการต่างประเทศ มีแนวทางให้ชาวอิสราเอลและหร่าน ที่อยู่ในประเทศไทย เดินทางกลับประเทศบ้างหรือไม่ นายปาณิดล กล่าวว่า สามารถดำเนินการได้ แต่ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับเที่ยวบินว่าจะรองรับหรือไม่ หากมีเที่ยวบินที่จะเดินทางกลับได้ก็สามารถทำได้ แต่ต้องดูเรื่องของน่านฟ้า 2 ประเทศ ซึ่งคนทั้งสองชาติมีสถานทูตของสองประเทศที่อยู่ในไทยดูแลอยู่แล้ว






