ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ บุกช่วยนักศึกษาวัย 19 ปี ถูกคอลเซ็นเตอร์หลอกถอนเงินสด 2.4 ล้านบาท – เตือนภัยลงทุนทิพย์! หลังหญิงวัย 62 ปี สูญเงินกว่า 1.5 ล้านบาท ตำรวจรุดเข้าช่วยเหลือแต่เจ้าตัวยังไม่เชื่อว่าถูกหลอก
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 13-19 ก.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,514 คดี มูลค่าความเสียหาย 236 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 6-12 ก.ย.69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลดลง 204 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่ลดลงกว่า 61 ล้านบาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 4,103 คดี คิดเป็น 74.4% ของคดีทั้งหมด และยังเป็นประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดอีกด้วย ที่มีความเสียหายกว่า 54 ล้านบาท คิดเป็น 22.9% ของคดีทั้งหมด
ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 89 คดี มูลค่าความเสียหาย 6.8 ล้านบาท
2.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 31 คดี มูลค่าความเสียหาย 9.6 แสนบาท
3.นนทบุรี มีการแจ้งความไว้ 22 คดี มูลค่าความเสียหาย 14.6 ล้านบาท
หากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักจะถูกหลอกในรอบสัปดาห์นี้ ก็ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน
มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนี้
จับกุมคนไทยลักลอบข้ามแดนไทย – กัมพูชา เป็นชาย 1 ราย ได้ในพื้นที่ จ.สระแก้ว หลังพบเดินทางไปทำเว็บพนันออนไลน์
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชาและ สปป.ลาว รวม 151 คน ทำงานแอดมินเว็บไซต์พนันออนไลน์ หวย789.com และ พารวย.com หวย789.com, พารวย.com และ waijing.com
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย ส.ทล.1 กก.3 บก.ทล. จับกุมคนไทย 1 ราย และ ชาวจีน 4 ราย บริเวณ ทล.304 กม.102-103 อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หลังผู้ต้องหาชาวไทย รับว่าจ้างให้นำพาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง โดยผู้ต้องหาชาวไทยจะต้องขับรถพาชาวจีนจาก อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ไปส่งที่กรุงเทพฯ
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. จับกุมชาวจีน 4 ราย บริเวณ ทล.359 กม.1-2 ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว โดยผู้ต้องหาชาวจีนให้การยอมรับว่า เดินทางออกจากประเทศกัมพูชา เพื่อมารอรถยนต์สีขาวมารับ ที่ จ.ปราจีนบุรี แต่มาถูกตำรวจขับรถไล่สกัดจับ ติดตามตลอดทางตั้งแต่บริเวณ ทล.359 จนถึง กม.2 เป็นระยะทางกว่า 37 กิโลเมตร ด้านคนขับคาดว่าเป็นคนไทย อาศัยความมืดหลบหนีการจับกุมไปได้
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ จนมีผลการปฏิบัตินำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 3.8 ล้านบาท
โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง ดังนี้
เคสแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน สน.บางนา ได้รับเคสด่วนในการเข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นนักศึกษาชาย อายุ 19 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับความผิดฐานฟอกเงิน ก่อนจะออกอุบายให้พูดคุยผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” จากนั้นหลอกลวงให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมดังกล่าว ด้วยการให้ถอนเงินสดในบัญชีทั้งหมดมามอบให้เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบ ซึ่งผู้เสียหายมีเงินอยู่ในบัญชีจำนวน 400,000 บาท จึงไปถอนเงินสดจำนวนดังกล่าวที่ธนาคารแห่งหนึ่งในเขตปทุมวัน โดยที่มีมิจฉาชีพมารอรับเงินทันทีที่หน้าธนาคาร เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569
จากนั้น มิจฉาชีพยังขู่อีกว่า ต้องใช้เงินเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์อีกจำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งเงินทั้งหมดจะคืนกลับให้หลังตรวจสอบเสร็จแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มีเงินจึงปฏิเสธมิจฉาชีพไป ด้านมิจฉาชีพออกอุบายว่า จะช่วยเหลือให้พ้นคดีอย่างเต็มที่แต่ต้องนำเงินจำนวนนี้มาตรวจสอบเพิ่มเติม และสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายให้ไปบอกกับผู้ปกครองว่า ได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศต้องใช้เงินเป็นค่าดำเนินการวีซ่า และแสดงในบัญชีธนาคาร พร้อมกับสั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เพื่อตัดขาดเหยื่อออกจากคนรอบข้างและครอบครัว
ด้านผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามออกจากบ้านพักและมาเช่าโรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยศรีนครินทร์ 65 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ระหว่างนั้นผู้เสียหายโกหกพ่อเพื่อขอเงิน 2,000,000 บาท และการถอนเงินสดออกไปถึง 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.31 น. จำนวน 1,000,000 บาท และในวันที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 13.50 น. อีกจำนวน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินสด 2,000,000 บาท ซึ่งทั้งสองครั้ง กลุ่มมิจฉาชีพจะส่งผู้ร่วมขบวนการมารับเงินสดที่โรงแรมในจุดมุมอับเพื่อไม่ให้กล้องวงจรปิดจับภาพได้
ต่อมา มิจฉาชีพบังคับให้ผู้เสียหายขอเงินจากพ่ออีก 1,500,000 บาท โดยกุเรื่องให้ผู้เสียหายไปอ้างกับพ่อว่า ต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าประกันการเดินทาง ค่าประกันชีวิตขณะอยู่ต่างประเทศ และค่ากินอยู่ต่างๆ ซึ่งพ่อก็โอนเงินมาให้จริง กระทั่ง ผู้เสียหายเดินทางไปถอนเงินที่ธนาคาร แต่ครั้งนี้ทางธนาคารกสิกรไทยตรวจสอบพบความผิดปกติ จึงอายัดบัญชีและโทรศัพท์แจ้งพ่อของผู้เสียหาย พร้อมกับประสานแจ้ง War Room เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือ
แต่มิจฉาชีพยังคงกดดันผู้เสียหายให้ไปยกเลิกอายัดบัญชี หากไม่ทำตามจะต้องถูกจับคดีฟอกเงินทำให้หมดอนาคต
ผู้เสียหายหลงกลอุบาย จึงกลับไปที่ธนาคารขอยกเลิกอายัดบัญชี โดยอ้างกับธนาคารว่า จำเป็นต้องใช้เงินด่วนเพื่อไปติดต่อญาติช่วยเคลียร์คดีและไถ่ถอนโฉนดที่ดินของแม่ที่กำลังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพัทยา และขณะนั้น เจ้าหน้าที่ธนาคารสังเกตว่า ผู้เสียหายใส่หูฟังคุยกับใครบางคนตลอดเวลา จึงสอบถามว่า “คุยกับใคร” ด้านผู้เสียหายตอบว่า “คุยกับพี่ชาย” จากนั้น เจ้าหน้าที่ธนาคารซึ่งเชื่อว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพอยู่แล้ว จึงขอคุยแทนว่าจะนำเงินไปทำอะไร ปรากฏว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นพี่ชายผู้เสียหายทันที และให้เห็นผลเดียวกันกับผู้เสียหาย แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารไม่หลงกล จึงไม่ยกเลิกอายัดบัญชีให้ และบอกกับผู้เสียหายว่าโดนมิจฉาชีพหลอก ทำให้ผู้เสียหายได้สติ รวมยอดสูญหายทั้งหมด 2,400,000 บาท
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.บางนา เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และพบข้อมูลว่า ผู้เสียหายเดินทางเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าว เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางโรงแรม พบผู้เสียหายเข้าพักวันที่ 12 กันยายน 2569 จริง และสะพายกระเป๋าขึ้นรถจักรยานยนต์ออกจากโรงแรมไปเมื่อเวลาประมาณ 20.48 น. ของวันที่ 14 กันยายน 2569 เพื่อกลับไปที่บ้าน ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามเส้นทางกลับไปที่บ้าน และแนะนำให้แจ้งความที่ สน.บางนา รวมทั้งที่ สน.ปทุมวันด้วย เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
เคสต่อมา เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิง อายุ 62 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นแพลตฟอร์มลงทุนสื่อโฆษณาออนไลน์ ได้รับผลตอบแทนสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้เสียหายสูญเงินรวม 1,584,263 บาท
โดยมิจฉาชีพได้ติดต่อผู้เสียหายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ และหลอกให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์โอเพ่นแช็ต ชื่อว่า “กิจกรรมพิเศษ” และกลุ่ม “94 KINETIC” จากนั้นก็ออกอุบายชักชวนผู้เสียหายร่วมลงทุนเกี่ยวกับสื่อโฆษณาออนไลน์และอ้างว่าจะได้รับเงินปันผลถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่ผู้เสียหายนำไปลงทุน ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและทำการโอนเงินออกไปหลายครั้งผ่านบัญชีธนาคารต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 15 กันยายน 2569 รวมยอดเงินโอนทั้งหมดจำนวน 12 ครั้ง
มิจฉาชีพจะให้โอนครั้งแรกเป็นค่าสมาชิกแลกเข้าจำนวน 200 บาท จากนั้นก็ให้โอนครั้งที่สองเพื่อเปิดระบบการลงทุน จำนวน 1,098 บาท และหลอกให้ลงทุนต่อเนื่องในการโอนครั้งที่ 3 จนถึงครั้งที่ 12 จำนวนเงินตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสน รวมทั้งหมดเป็นเงิน 1,584,263 บาท
โดยระหว่างที่ผู้เสียหายทำการโอนเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) พยายามติดต่อหาผู้เสียหาย 2 ครั้ง แต่ไม่รับสาย เบื้องต้น จึงอายัดบัญชีของผู้เสียหายไว้ก่อน เพื่อไม่ให้มีการทำธุรกรรมใดๆ อีก และแจ้ง War Room ให้การช่วยเหลือ
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หนองตอง และ สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้เร่งรัดตรวจสอบและลงพื้นที่บ้านพักของผู้เสียหาย อยู่ที่ ต.หารแก้ว อ.หางดง จ. เชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือและแจ้งเตือนให้ทราบว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ ถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามอธิบายและแสดงหลักฐานให้ผู้เสียหายเข้าใจถึงพฤติการณ์ดังกล่าว แต่ผู้เสียหายรายนี้ยังคงมีอาการปักใจเชื่อและมั่นใจว่าเงินลงทุนของตนยังคงอยู่ในระบบและจะได้รับเงินคืน ทำให้ยังไม่ประสงค์จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีในทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญตัวผู้เสียหายมาพูดคุยอธิยายให้เข้าใจที่ สภ.หนองตอง และได้แนะนำช่องทางติดต่อสายด่วน 1441 พร้อมแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป
ส่วนอีกเคส เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ตำรวจ สน.ร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 51 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกรักออนไลน์ (Romance Scam) สูญเงินไปกว่า 100,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รู้จักกับมิจฉาชีพผ่านทางแพลตฟอร์ม TikTok เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ก่อนที่มิจฉาชีพจะขอช่องทางติดต่อส่วนตัวทั้งเฟซบุ๊กและไลน์เพื่อพูดคุยสานสัมพันธ์ จนกระทั่งวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. มิจฉาชีพเริ่มออกอุบายอ้างว่ากำลังเดือดร้อนอย่างหนักและขอยืมเงินผู้เสียหายรวมเป็นเงิน 100,000 บาท โดยให้โอนไปยังบัญชีธนาคารต่าง ๆ ถึง 3 บัญชี ด้านผู้เสียหายหลงเชื่อและทำการโอนเงินไปจนครบทุกยอดตามที่มิจฉาชีพต้องการ ดังนี้ บัญชีแรก จำนวน 20,000 บาท บัญชีที่สอง 30,000 บาท และบัญชีที่สาม 50,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท แต่ในขณะเดียวกัน แอปพลิเคชันธนาคารกสิกรไทย (K PLUS) ในโทรศัพท์ของผู้เสียหายกลับถูกระงับการใช้งานอย่างกะทันหัน พร้อมข้อความแจ้งเตือนว่า ตรวจพบรายการโอนเงินผิดปกติ ทำให้ผู้เสียหายเริ่มฉุกคิดและรู้ตัวว่าถูกหลอกแน่นอนแล้ว
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ร่มเกล้า ได้รับแจ้งจาก War Room ประสานให้เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อธิบายถึงพฤติกรรมการหลอกลวงของมิจฉาชีพ พร้อมแนะนำให้เข้าแจ้งความ ซึ่งวันที่ 16 กันยายน 2569 ผู้เสียหายจึงรีบเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ร่มเกล้า เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด และแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชน อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะตำรวจ , ปปง และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้นถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังรวมไปถึง บุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน และธนาคารต่างๆ ที่ระบุว่าเบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจ ขอให้ทำการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ
ทั้งนี้ฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตบุตรหลานของท่าน ว่ามีพฤติกรรมแปลกไป พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวจากที่บ้านหรือไม่ และหากพบว่าบุตรหลานมีการขอให้ท่านโอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกันการขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ขอให้ท่านตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนฯที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และหากยังไม่มั่นใจว่ามีขบวนการสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ขอให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร สายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ทันที






