รัฐบาลกัมพูชาออกถ้อยแถลงประณามอย่างรุนแรงต่อกิจกรรมทางทหารของไทยตามแนวชายแดนร่วมกันในวันนี้ (9) โดยกล่าวหาว่าไทยละเมิดสนธิสัญญาที่มีมานานนับศตวรรษและข้อตกลงลดความตึงเครียดที่เห็นพ้องร่วมกัน
เพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชาได้กล่าวแถลงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยระบุถึงการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการที่ได้ยื่นไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่กล่าวอ้างว่าการเคลื่อนไหวของรัฐบาลกัมพูชาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ากองกำลังทหารของไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งเป็นสิ่งกีดขวางและสร้างถนนภายในดินแดนของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจ.อุดรมีชัย และจ.โพธิสัตว์
กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ที่ถูกยึดครองดังกล่าวนั้นอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาฝรั่งเศส-สยามปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907
เพ็ญ โบนา กล่าวว่าการกระทำของกองทัพไทยเป็นความพยายามโดยเจตนาเพื่อสร้างความจริงใหม่บนพื้นที่ หลังจากช่วงเวลาที่ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2568 และความขัดแย้งยังขยายไปถึงมรดกทางวัฒนธรรม ที่กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ได้ปฏิเสธการอ้างสิทธิของไทยต่อปราสาทตาควายและตาเมือน
กัมพูชาระบุว่าสถานที่เหล่านั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของตนอย่างสมบูรณ์ โดยอ้างหลักกฎหมายเดียวกันกับที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้ในการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 1962
แม้จะมีความขัดแย้ง แต่รัฐบาลกัมพูชาระบุว่าต้องการใช้วิธีการทางการทูตมากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร ซึ่งเพ็ญ โบนา เน้นย้ำว่าแผนที่ฝ่ายเดียวหรือการบูรณะสถานที่ทางประวัติศาสตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นจะถือว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2000
“กัมพูชายังคงยึดมั่นในหลักการว่าด้วยการสืบสิทธิเส้นเขตแดนเดิม กัมพูชาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการละเมิดทั้งหมดโดยทันทีและกลับเข้าสู่กรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม” คำแถลงระบุ
มีรายงานว่าประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงสมาชิกอาเซียน ได้เรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและแก้ไขปัญหาการกำหนดเขตแดนผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่
ทั้งนี้ กัมพูชาได้ย้ำว่าจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนใดๆ ที่เกิดจากปฏิบัติการทางทหาร.






