ตำรวจ ปอท.จับสองแม่ลูกเคียนซาเปิดบริษัทให้คำปรึกษาด้านงานวิจัยบังหน้า ฉากหลังรับฟอกเงินคริปโทข้ามโลกให้สแกมเมอร์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 4,000 ล้านบาท
วันนี้ ( 24 เม.ย.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.สั่งการ พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ รรท.ผกก.2 บก.ปอท. และ พ.ต.ต.จิรายุ วงศ์วิวัฒน์ สว.ปรก.กก.2 บก.ปอท. นำกำลังจับกุม นายเสริมศักดิ์ อายุ 20 ปี และ นางปริชาติ อายุ 51 ปี สองแม่ลูก ตามหมายจับ ศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ.320 และ 325/2568 ลงวันที่ 19 ส.ค.68 ข้อหา “สนับสนุนฉ้อโกง, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนฯ” ได้ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ, สมุดบัญชีธนาคาร และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก รวม 15 รายการ
สืบเนื่องจากหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations) ของสหรัฐอเมริกา ได้สืบสวนคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ในลักษณะ Pig Butchering หรือการหลอกให้รักและลงทุน มีผู้เสียหายจำนวนหลายรายในประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้อายัดเหรียญดิจิทัล USDT ได้มากกว่า 100 ล้าน USDT หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท อีกทั้งยังพบว่าเส้นทางการเงินของขบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงมาถึงกลุ่มบุคคลในประเทศไทย
ต่อมาได้ประสานข้อมูลมายังศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร.ก่อนสั่งการให้ บช.ก.โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. ขยายผลตรวจสอบกลุ่มเครือข่ายในประเทศไทยจนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายมีพฤติการณ์ในการเปิดบริษัทบังหน้า โดยใช้บัญชีธนาคารของบริษัทรับเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนทำการแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิทัลสกุลต่าง ๆ แล้วโอนต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์สั่งการ
นอกจากนี้พบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศไทยมากกว่า 10 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท มีคดีที่เกี่ยวกับการหลอกลงทุนและหลอกให้ทำภารกิจเพื่อหารายได้พิเศษ อีกทั้งยังพบว่า อยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับคดีหลอกลงทุนหุ้นของ สภ.เมืองอุดรธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าว
จากการสอบสวน นายเสริมศักดิ์ ให้การว่าตนได้ขอให้ นางปริชาติ มารดา ร่วมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเป็น “ธุรกิจบังหน้า” โดยอ้างว่าดำเนินกิจการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านงานวิจัย แต่ในความเป็นจริงกลับนำบัญชีของบริษัทดังกล่าวมาใช้เป็นช่องทางในการรับแลกเหรียญดิจิทัล และรับฟอกเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีผู้ว่าจ้างเป็นชาวจีน โดยมีลักษณะการดำเนินการคือ การรับโอนเหรียญดิจิทัลผ่านเครือข่ายหนึ่ง ก่อนจะแปลงและโอนเหรียญดิจิทัลข้ามไปอีกเครือข่ายหนึ่ง (Cross-chain) เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยได้รับจ้าง 100 USDT ต่อการแปลงข้ามเครือข่ายมูลค่า 1 ล้าน USDT
อย่างไรก็ตามจากการสืบสวนเชิงลึก ยังพบว่านายเสริมศักดิ์ มีการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับบุคคลอื่นอีก 3 คน โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของการหาลูกค้า การดูแลบัญชี และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน โดยนายเสริมศักดิ์ ทำหน้าที่โอนเหรียญดิจิทัลและโอนเงินบาท จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.68 – ต.ค.68 บัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัลของนายเสริมศักดิ์ฯ มีเหรียญดิจิทัลหมุนเวียนรวมสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป






