More

Social Media

Saturday, July 20, 2024

“บิ๊กเต่า”ลั่นดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องเรือน้ำมันเถื่อนของกลางหาย 3ลำไม่เว้น จนท.รัฐ สะพัดเด้งแล้ว 5 นายตร.น้ำสัตหีบ

“บิ๊กเต่า”ลั่นดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องเรือน้ำมันเถื่อนของกลางหาย 3ลำไม่เว้น จนท.รัฐ สะพัดเด้งแล้ว 5 นายตร.น้ำสัตหีบ

“บิ๊กเต่า” ลั่นดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง-ลูกเรือทั้งหมดไม่เว้นเจ้าหน้าที่รัฐ หลังเรือน้ำมันเถื่อนของกลางหาย 3ลำพร้อมน้ำมัน 3.3แสนลิตรกลางอ่าวสัตหีบ เชื่อมีผู้บงการยู่เบื้องหลังขณะรายงานล่าสุดเรือ 3 ลำเข้าน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อย สะพัด 5 นายตำรวจน้ำสัตหีบถูกเด้งแล้ว คาดว่า 1 ในนั้นมีสารวัตรตำรวจน้ำสัตหีบด้วย

จากเหตุการณ์เรือน้ำมันดีเซลเถื่อนของกลาง 3 ใน 5 ลำซึ่งถูกตำรวจสอบสวนกลางจับกุมเมื่อวันที่ 19 มี.ค.67 หายจากอ่าวสัตหีบ ช่วงคืนวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังตำรวจน้ำสัตหีบ ได้นำเรือน้ำมันเถื่อนของกลางเครือข่าย “เสี่ยโจ้” ย้ายออกจากท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ ไปจอดทอดสมอกลางทะเลอ่าวไทย พร้อมน้ำมันกว่า 3.3 แสนลิตร โดยอ้างว่ามีพายุเข้าพื้นที่จนเกิดคลื่นลมแรง และหวั่นว่าเรือของกลางจะซัดถูกสะพานท่าเทียบเรือตำรวจน้ำจนได้รับความเสียหาย

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความครางแคลงใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร และตั้งคำถามไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจสอบสวนกลาง รวมทั้งตำรวจน้ำ ว่าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นต่อสังคมได้อย่างไร เมื่อมีกระแสข่าวว่าเรือน้ำมันเถื่อนทั้ง 3 ลำลอยลำเข้าน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ ( 13 มิ.ย.) พล.ต.ท.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จเรตำรวจ (สบ.8)พร้อมด้วย “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง และ พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.5 บก.รน. ได้เดินทางลงพื้นที่บริเวณสะพานเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามผลความคืบหน้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมี พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สารวัตรสถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ (สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน.) สถานีตำรวจน้ำสัตหีบ รายงานผลการปฏิบัติงานและชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยบอกว่า เรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนของกลางทั้ง 5 ลำซึ่งสูญหาย 3 ลำ เป็นเรือที่ตำรวจสอบสวนกลาง CIB ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเรือปิดอ่าวไทยไล่ล่าจับกุม 5 เรือไทย ลักลอบขนดีเซลเถื่อนกว่า 3 แสนลิตร ห่างชายฝั่งสัตหีบออกไปราว 80 – 100 ไมล์ทะเล ซึ่งเรือทั้ง 5 ลำ ประกอบด้วย เรือประมงดัดแปลง ชื่อ บ.โชคบุญชู 91 ,เรือชื่อกำไรเงิน ตัวเรือเหล็กดำ ภายในตัวเรือสีเทา ,เรือชื่อกำไรเงิน ตัวเรือเหล็กดำ ภายในตัวเรือสีเขียว (สูญหาย) ,เรือเหล็กไม่มีชื่อ ตัวเรือสีเขียว (สูญหาย) และเรือประมงดัดแปลง ตัวเรือสีฟ้า ไม่มีชื่อ (สูญหาย) ถูกควบคุมไว้ได้ พร้อมลูกเรือรวม 15 คนและในจำนวนนี้มี 2 ลำ ไม่มีน้ำมันในตัวเรือ

จากการตรวจสอบพบน้ำมันเถื่อนหรือน้ำมันที่หลบเลี่ยงภาษีสรรพสามิต ชนิดน้ำมันดีเซลราว 325,000 แสนลิตร มีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดภาษี 1,900,000 บาท และเป็นค่าปรับประมาณ 30 ล้านบาท

ส่วนการนำเรือของกลางทั้ง 5 ลำ จอดเทียบท่าบริเวณสะพานเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบนั้น ตำรวจน้ำสัตหีบ ได้จัดเวรยามเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง กระทั่งเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 18.00 น. สภาพอากาศในทะเลมีคลื่นลมแรงอย่างมาก เกรงว่าเรือของกลางและสะพานฯ อาจได้รับการกระแทกจนเกิดความเสียหาย จึงสั่งการให้นำเรือทั้ง 5 ลำ ออกไปจอดทอดสมอลอยลำห่างจากสะพานในระยะ 100 เมตร และมีตำรวจเวรยามติดตามดูแลใกล้ชิด ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้จากบนฝั่ง และเมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 11 มิ.ย.67 ยังมองเห็นเรือเปิดไฟ แต่ต่อมาช่วงเวลา 22.00 น. เรือทั้งหมดดับไฟ

กระทั่งเวลา 06.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย. เวรยามตรวจสอบพบเรือของกลางจอดทอดสมอเหลือเพียง 2 ลำ ส่วน 3 ลำ ได้หายไปกับน้ำมันของกลาง จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชารับทราบ ก่อนนำไปสู่ภารกิจดารออกติดตามไล่ล่า ค้นหาเรือของกลางกลับคืนมา และมีรายงานว่า มีคนเห็นเรือทั่ง 3 ลำนี้ อยู่บริเวณหลังเกาะช้าง จ.ตราด แม้การปูพรมค้นหาอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังไม่พบ

โดยมีรายงานล่าสุดว่าตลอดทั้งวันของวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานมายังกองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมดำเนินการระดมกำลังปูพรมค้นหา ทั้งทางเรือและทางเครื่องบิน ในพื้นที่น่านน้ำอ่าวไทย จ.ระยอง และตราด แต่การค้นหายังไร้วี่แวว ซึ่งหากเป็นไปตามผู้พบเห็นสันนิษฐานว่า ขณะนี้เรือทั้ง 3 ลำ ได้หลบหนีออกน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน ฝั่งประเทศกัมพูชาไปแล้ว

ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เผยว่าหลังได้รับมอบหมายจาก ผู้บัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง ให้ตั้งคณะทำงานดูแล จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าร่วมดำเนินการสืบสวน สอบสวน ติดตามผู้กระทำความผิด ซึ่งเชื่อว่ามีผู้บงการสั่งการอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน

“ แนวทางการสอบสวนเรือทั้ง 3 ลำ ที่ถูกโจรกรรมไปเบื้องต้นพบว่าเป็นเรือผิดกฎหมาย ไม่มีทะเบียนเรือทั้งหมด และมีน้ำมันของกลางอยู่ในลำเรือรวม 330,000 ลิตร เชื่อว่าผู้เป็นเจ้าของตัวจริง คือ เสี่ยโจ้ อยู่ระหว่างการสอบสวนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พร้อมดำเนินคดีตามกฏหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ และเตรียมออกหมายจับผู้อยู่ในเรือทั้งหมดที่ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่ามีกี่ราย”

ส่วนสาเหตุที่คาดการณ์ว่าเรือทั้ง 3 ลำจะหลบหนีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดตราด ข้ามไปยังฝั่งชายแดนกัมพูชานั้น เนื่องจากมีข้อมูลของบุคคลเป้าหมายกบดานอยู่ในประเทศดังกล่าวน ตลอดจนพื้นที่น่านน้ำกัมพูชา ห่างจากชายฝั่งอำเภอสัตหีบ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุออกไปเพียงแค่ 120 ไมล์ทะล หรือ 240 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 ชั่งโมง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการพบเรือที่แน่ชัด

“ ในส่วนของการทำงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจน้ำ 3 ชุดที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลของกลาง ยอมรับว่ามีความบกพร่อง ผู้ที่ละเลยไม่ปฏิบัติตามก็จะเข้าข่ายมาตรา 157 แต่หากพบมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือสนับสนุนผู้กระทำความผิด ก็จะเข้าข่ายความผิดมาตรา 147 ด้วย”

ทั้งนี้มีรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดได้จะคำสั่งให้ 5 นายตำรวจย้ายไปช่วยปฏิบัติราชการ เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และ 1 ในนั้นอาจมีสารวัตรตำรวจน้ำสัตหีบ อยู่ด้วย

thainews #Page3News

I am the CEO founder of Page3news worldwide & Page3news foundation. Believe in simple living & high thinking.
Page3news is the first multilingual worldwide newspaper based in Thailand and is making news touch the truth without any fear, without any pressure.

Mr King (Parvinder Singh)
Founder & CEO - Page3News Worldwide
&
Dr. Monruedee Sommart
Co-Founder Page3news Worldwide

Email : [email protected]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *